สถิติผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือประเทศไทย

ภาพรวมในด้านการใช้งานมือถือของทั้งโลกเติบโตขึ้นมาด้วยปัจจัยหลายด้านทั้งผู้ผลิตมือถือที่ป้อนมือถือใหม่เข้ามาทำให้ราคานั้นถูกลง บวกกับค่าบริการจากผู้ให้บริการมือถือที่มีต้นทุนที่ต่ำลงทำให้การใช้งานโทรศัพท์มือถือแพร่หลายอย่างรวดเร็วดังจะเห็นได้จากสถิติมากมายที่เราเคยได้รู้กันก่อนหน้านี้ คราวนี้ทาง veedvil.com จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานมือถือในหลายๆมุมของเมืองไทยมาให้ดูกัน

จำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ (Mobile Subscribers)

จากการรายงานยอดผู้ใช้บริการมือถือโดยนับเฉพาะผู้ให้บริการหลักทั้ง 3 รายใหญ่ของประเทศไทยได้แก่ AIS, dtac และ TrueMove พบว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 นั้นยอดผู้ใช้งานรวมทั้งสิ้น 75.35 ล้านรายโดยมีข้อมูลดังต่อไปนี้

AIS 33.5 ล้านคน

  • Prepaid 30.2 ล้านคน
  • Postpaid 3.3 ล้านคน
  • ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต 9 ล้านคน

dtac 23.2 ล้านคน

  • Prepaid 20.8 ล้านคน
  • Postpaid 2.4 ล้านคน
  • ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต 3.8 ล้านคน

TrueMove 18.65 ล้านคน

TrueMove 18.16 ล้านคน TrueMove-H 494,000 คน

  • Prepaid 16.9 ล้านคน
  • Postpaid 1.7 ล้านคน
  • ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต 1.3 ล้านคน

 

ซึ่งตัวเลขจากการรายงานของกระทรวง ICT ที่มียอดของ TOT และผู้ให้บริการรายอื่น(MVNO) เข้าไปด้วยนั้นจะมียอดผู้ใช้งานมือถืออยู่ที่ 75.5 ล้านรายในปี 2011 และเมื่อย้อนไปในปี 2001 (10 ปีย้อนหลัง) พบว่ายอดผู้ใช้มีอยู่เพียง 7.5 ล้านรายนับว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของคนใช้งานโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 100% เลยทีเดียว ในขณะที่ประชากรของประเทศไทยอยู่ที่ราว 67.7 ล้านคนนั่นหมายความว่ายอดผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือของไทยเทียบกับจำนวนประชากรนั้นอยู่ที่ 109% โดยมีอัตราการใช้งานหลายเบอร์ Multiple SIM สูงถึง 35% และมีผลสำรวจตัวเลขแยกเฉพาะผู้ใช้งานมือถือที่เป็นสมาร์ทโฟนออกมาพบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนที่เป็นผู้หญิงสูงถึง 56%  มากกว่าผู้ชายที่มีอยู่ที่ 44% (ผลสำรวจจาก Nielsen)

ส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือ (Market Share)

บริการโทรศัพท์มือถือ (Mobile Services)

ภาพรวมของอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้านเสียง (Voice) พบว่ามีแนวโน้มของราคาค่อนข้างทรงตัว โดยอัตราค่าบริการปรับลดต่ำลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งมีราคาเฉลี่ย 0.54 บาทต่อนาทีโดยลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี 2553 (0.57 บาทต่อนาที) และไตรมาสที่แล้ว (0.55 บาทต่อนาที) dtac เป็นผู้ให้บริการที่มีค่าบริการต่ำที่สุดและอัตราค่าบริการเฉลี่ยเท่ากับไตรมาสที่ผ่านมา นาทีละ 0.45 บาท ขณะที่ AIS มีค่าบริการเฉลี่ยสูงกว่า dtac เล็กน้อยที่นาทีละ 0.48 บาท ในขณะที่ TrueMove ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ค่าบริการเฉลี่ยสูงสุดมีราคาเฉลี่ยเท่ากับ 0.70 บาทต่อนาที (ไตรมาส 2 ปี 2011)

อัตราค่าบริการเฉลี่ยด้านข้อมูล (Data services) ของบริการโทรศัพท์มือถือ

บริการด้านข้อมูลของผู้ให้บริการแต่ละราย จะพบว่าผู้ให้บริการนำเสนอราคาค่าบริการด้านข้อมูลลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงระดับการแข่งขันการให้บริการด้านข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าบริการด้านข้อมูลจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังจะเห็นได้จากผู้ให้บริการหลายรายเน้นทำการตลาดเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ควบคู่ไปกับการนำเสนอรายการส่งเสริมการขายที่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งาน โดยเฉพาะบริการที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นบริการอินเทอร์เน็ตบนมือถือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ และบริการแอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก เมื่อวิเคราะห์จากราคาโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ลดต่ำลงและจำนวนยอดขายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อฐานลูกค้าที่สามารถใช้บริการได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในช่วงครึ่งปีหลังผู้ให้บริการจะเริ่มให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนระบบ 3G ในหลายพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อศักยภาพในการให้บริการ และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ในไตรมาสนี้ True Move เป็นผู้ให้บริการที่นำเสนอราคาค่าบริการ SMS และ MMS ในราคาต่ำที่สุด กล่าวคือ ค่าบริการ SMS เท่ากับ 0.47 บาท/ครั้ง (ลดลง 45 % เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2554 ค่าบริการ 0.86 บาท/ครั้ง และลดลงลดลง 62 % เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2553 ค่าบริการ 1.24 บาท/ครั้ง) และค่าบริการ MMS 0.66 บาท/ครั้ง (ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสที่ 1) สำหรับ dtac เป็นผู้ให้บริการที่นำเสนออัตราค่าบริการ GPRS/EDGE ต่ำที่สุดเท่ากับ 2.08 บาท/ชั่วโมง (ลดลง 12% เทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2554 ซึ่งมีค่าบริการ 2.36 บาท/ชั่วโมง
และลดลง 17 % เทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2553 ซึ่งมีค่าบริการ 2.51 บาท/ชั่วโมง) สาเหตุที่บริการด้านข้อมูลมีอัตราค่าบริการลดลงอาจสืบเนื่องมาจากรูปแบบในการส่งเสริมการขายของบริการ SMS MMS และGPRS/EDGE ในปัจจุบันนั้น ผู้ให้บริการนิยมนำเสนอบริการทั้งสามในรูปแบบ Bundle service ร่วมกับบริการเสียงจึงทำให้ค่าเฉลี่ยของแต่ละบริการมีอัตราที่ลดต่ำลง

ที่มา: สำนักเศรษฐกิจโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช.

รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อเลขหมาย (Average revenue per user: ARPU) ในไตรมาสที่ 2 ปี 2554 นี้ ARPU ของ postpaid และ prepaid เท่ากับ 584 บาท และ 201 บาท ตามลำดับ โดยลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ ARPU เท่ากับ 585 บาทและ 205 บาท ซึ่ง ARPU ที่ลดลงนั้นอาจมีสาเหตุมาจาก การนำเสนอราคาค่าบริการทั้งด้านเสียงและข้อมูลที่มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการพยายามกระตุ้นให้ผู้บริโภคให้ใช้งานด้านข้อมูลเพิ่มขึ้น โดยเน้นทำการตลาดกับกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน โดยนำเสนอ applications และ contents ที่หลากหลาย รวมถึงการดึงดูดให้ผู้บริโภคใช้งานโทรทางไกลระหว่างประเทศ (International Direct Dialing:IDD) และบริการข้ามแดนอัตโนมัติ (International roaming:IR) จึงทำให้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อเลขหมายของผู้ให้บริการลดลงไม่มากนัก

รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อเลขหมายของบริการโทรศัพท์มือถือ

ภาพรวมของอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้านเสียงและบริการด้านข้อมูลใน ไตรมาส 2 ปี 2011 ลดลงอย่างต่อเนื่องในอัตราคงที่จากไตรมาสก่อน โดยผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังคงเน้นการนำเสนอรายการส่งเสริมการขายรูปแบบ Bundle services และทำตลาดในกลุ่มลูกค้าผู้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนซึ่งมีความพร้อมในการใช้งาน (วัยรุ่น และวัยทำงาน) เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีทั้งความรู้ในการใช้งานและมีกำลังในการใช้จ่าย ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์จากอัตราค่าบริการที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้บริการรายการส่งเสริมการขายที่รวมบริการด้านเสียงและข้อมูลไว้ด้วยกัน เนื่องจากจะได้อัตราค่าบริการที่ถูกกว่าและสิทธิประโยชน์ในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งผู้ใช้บริการยังจะได้รับคุณภาพบริการที่ดีขึ้นซึ่งเป็นผลจากการแข่งขันของผู้ให้บริการที่เน้นการแข่งขันทางด้านคุณภาพการให้บริการเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้อีกด้วย

ที่มา: สำนักพัฒนานโยบายและกฎกติกา สำนักงาน กสทช.
หมายเหตุ: ไตรมาสที่ 1 และ 2 ปี 2554 เป็นการคาดการณ์

ยอดผู้ใช้งานโทรศัพท์บ้าน (Fixed Services)

ด้วยเหตุที่คนนิยมใช้งานโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างมากทำให้ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการ 3 รายหลักด้วยกัน คือ บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน)(TOT) ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)(TRUE)ให้บริการเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ให้บริการในเขตภูมิภาคในไตรมาส 2 ปี 2554 มีจำนวนเลขหมายที่ให้บริการโทรศัพท์ประจำที่รวมประมาณ 6.6 ล้านเลขหมาย(เป็นจำนวนเลขหมายของ TOT, TRUE และ TT&T เท่านั้น) ลดลงจากไตรมาสก่อน ประมาณ 1 แสนเลขหมาย (ลดลง 2%) แนวโน้มของจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอาจมีสาเหตุจากผู้ใช้บริการรายใหม่มีทางเลือกในการใช้บริการประเภทอื่นทดแทน คือ โทรศัพท์มือถือ รวมถึงความสะดวกในการใช้งานประเภทอื่นที่มากกว่า และมีอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่า (โดยเฉพาะสำหรับการโทรไปโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์ทางไกลภายในประเทศ) อย่างไรก็ตามผู้ใช้บริการโทรศัพท์ยังคงมีความจำเป็นในการมีโทรศัพท์ประจำที่ทั้งในแง่การทำธุรกิจ มีโทรศัพท์สำรองไว้ในที่อยู่อาศัย และการใช้บริการอินเทอร์เน็ต

ที่มา: สำนักพัฒนานโยบายและกฎกติกา สำนักงาน กสทช.

สรุปภาพรวมผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยยังคงเน้นรายการส่งเสริมการขายที่นำเสนอการใช้บริการด้านข้อมูล (Data service) เป็นหลัก ในขณะที่รายการส่งเสริมการขายที่ใช้บริการด้านเสียง(Voice service) มีแนวโน้มลดลงซึ่งเป็นผลมาจากผู้ให้บริการส่วนใหญ่รับรู้ถึงการเติบโตของรายได้บริการด้านข้อมูล เช่น จากการใช้บริการอินเทอร์เน็ตบนมือถือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ และบริการแอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก เมื่อวิเคราะห์จากราคาโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ลดต่ำลงและจำนวนยอดขายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อฐานลูกค้าที่สามารถใช้บริการได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในช่วงครึ่งปีหลังผู้ให้บริการจะเริ่มให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนระบบ 3G ในหลายพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อศักยภาพในการให้บริการ และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีการแข่งขันในการนำเสนอรายการส่งเสริมการขายจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น โดยมีการนำเสนอรายการส่งเสริมการขายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงร่วมกับบริการประเภทอื่น (Bundle service) ยกตัวอย่างเช่น ร่วมกับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการ Net sim หรือแม้กระทั่งบริการ WiFi hotspot เพื่อตอบสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของผู้คนที่ต้องการการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในทุกๆ ที่ และทุกช่วงเวลา

Facebook Comments

Connect on Facebook: