Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่เป็นกระแสมากที่สุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีหนังสือและบทความมากมายให้เราได้อ่านกันว่ามันมีที่มาที่ไปและการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆอย่างไรได้บ้าง วันนี้ทาง veedvil.com เลยขอนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเทคโนโลยี Blockchain นี้ให้ได้ทราบกันอย่างละเอียดและเห็นภาพของระบบแบบเข้าใจง่ายๆกันซักหน่อย

ที่มาที่ไปของการมาเป็น Blockchain

ก่อนอื่นเราต้องขอย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ Bitcoin กันก่อนซึ่งเชื่อว่าหลายท่านพอทราบกันแล้วว่าเป็นระบบสกุลเงินใหม่ A Peer-to-Peer Electronic Cash System หรือทุกวันนี้ก็เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “Cryptocurrency (or crypto currency)” หรือสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นผลงานการออกแบบของบุรุษที่ไม่เปิดเผยตัวตนชื่อ Satoshi Nakamoto ที่เผยแพร่เอกสารการทำงานของ Bitcoin ออกมาในเดือนพฤศจิกายนปี 2008 และเอกสารอันลึกลับว่าเป็นของใครนั้นเองก็ได้เปลี่ยนโลกเทคโนโลยีครั้งใหญ่เลยทีเดียว ในเอาสารฉบับนั้นของ Satoshi มีการพูดถึงหลักการของส่งเงินระหว่างกันเอาไว้โดยอาศัยการทำงานของ Blockchain อยู่ด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของการเกิดเทคโนโลยี Blockchain ขึ้นมาในเดือนมกราคมในปี 2009 ซึ่งขณะนั้นทำขึ้นมาเพื่อใช้งานกับการส่งเงินสกุล Bitcoin นั่นเอง

Blockchain ไม่ใช่ Bitcoin

แม้การเกิดขึ้นมาของเทคโนโลยี Blockhain นั้นจะเกิดขึ้นมาครั้งแรกจากการนำมาใช้เพื่อสร้างเครือข่ายให้กับสกุลเงิน Bitcoin จนหลายคนอาจเข้าใจผิดไปว่า Blockchain นั้นก็คือ Bitcoin ซึ่งความเป็นจริงๆแล้วศัพท์ทั้งสองคำนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันแต่อย่างใด Bitcoin นั้นอาศัยหลักการทำงานในลักษณะ Block ส่งต่อหากันกับคนในเครือข่ายเป็น Chain จึงเรียกว่า Blockchain ของเครือข่ายสกุลเงิน Bitcoin นั่นเอง

จะทำความเข้าใจ Blockchain ต้องลืมเรื่องเทคโนโลยีไปก่อน

หลายคนเมื่ออ่านหรือไปฟังบรรยายเรื่อง Blockchain มักจะนึกภาพการทำงานของมันไม่ค่อยออก ดังนั้นพอมาถึงตรงนี้แล้วเราจึงอยากให้คุณลืมเรื่องของเทคโนโลยี ลืมเรื่อง Bitcoin ลืมเรื่องเครือข่าย(network) ออกไปจากหัวก่อน เพราะต่อจากนี้ไปเราจะพาคุณไปทำความเข้าใจการทำงานของ Blockchain กันแบบง่ายๆ

ก่อนอื่นขอให้คุณนึกถึงภาพเปรียบเทียบการส่งสิ่งของหากันโดยมีบุคคลอื่นเป็นพยานรับรู้ด้วยก่อน ตัวอย่างที่น่าจะทำให้หลายคนเห็นภาพได้ง่ายๆก็คือ “การเล่นไพ่” การเล่นไพ่นั้นผู้เล่นจะถูกจัดให้อยู่ในวงไพ่ที่เปิดรับในที่นี้เราขอเทียบวงไพ่แต่ละวงที่เกิดขึ้นก็เหมือนกับการมี Network ต่างๆในแต่ละอุตสาหกรรม พูดง่ายๆก็คือวงไพ่ที่เกิดขึ้นนั้นก็เปรียบได้กับ Blockchain Network ในแต่ละอุตสหกรรมเช่น วงไพ่ของธนาคารเรียก Blockchain for Financial, วงไพ่ของระบบส่งสินค้าเรียก Blockchain for Logistic, วงไพ่ของเครือข่ายรถสาธารณะ เรียกว่า Blockchain for Public Transpotation เป็นต้น ซึ่งใครอยากจะเข้าร่วมวงไพ่วงไหนก็เข้าไปดูเงื่อนไขกันว่าเราสนใจอยากเข้าร่วมด้วยไหม หรือเราอยากจะตั้งวงไพ่ใหม่ขึ้นมาก็สามารถทำได้เช่นกัน

เมื่อเราเข้าใจหลักการของ Blockchain Network ว่าเปรียบเทียบได้กับการเล่นไพ่ คราวนี้เราขอให้คุณจำกัดประเภทไพ่ที่จะเล่นกันด้วยว่าเป็นการเล่นไพ่ Poker หรือเล่นไพ่สลาฟ(Slave) ที่ผู้เล่นจะต้องทิ้งไพ่ให้อีกคนในวงไปเรื่อยๆ ตรงนี้เพื่อที่จะเทียบให้เห็นภาพของการส่งข้อมูลในระบบ Blockchain ที่ระบุเป็นเงื่อนไขเอาไว้ว่าทุกคนในแต่ละ Blockchain Network ใดๆก็ตามจะต้องเห็นรายการรับ-ส่งข้อมูลร่วมกันทั้งหมดทุกคน ซึ่งก็เหมือนกับการเล่นไพ่ที่ผู้เล่นทุกคนในวงไพ่จะรับรู้การเคลื่อนไหวของทุกคนที่เล่นด้วยกัน (เทียบเฉพาะหลักการเล่นไพ่แบบไม่โกงกัน และทุกคนในวงร่วมกันเป็นพยาน)

เมื่อเข้าใจหลักการส่งข้อมูลของ Blockchain แล้วว่าทุกคนในเครือข่ายนั้นต้องรับรู้เปรียบได้กับการเล่นไพ่ที่ทุกคนในวงต้องรับรู้ว่าใครจะทิ้งไพ่ไปให้ใคร ต่อไปเราจะให้คุณเข้าใจในเรื่องของการเก็บข้อมูลของแต่ละคนในระบบว่าเก็บอย่างไรซึ่งเทคโนโลยี Blockchain นั้นเกิดมาจากคำศัพท์สองคำรวมกันคือ Block และ Chain ตรงนี้ขออธิบายตัว “Block” ก่อนว่าเปรียบเหมือนกันกล่องเก็บของที่ไม่มีใครทราบว่าในกล่องนั้นบรรจุอะไรเอาไว้เว้นแต่เจ้าของเท่านั้นที่จะรู้ แต่เมื่อพูดถึงกล่องใบนั้นขึ้นมาทุกคนก็จะทราบว่าข้างในนั้นมีข้อมูลอะไรอยู่ภายใน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบในกรณีนี้คือ “กล่องพัสดุ” ซึ่งในกล่องพัสดุแต่ละใบนั้นเรามองไม่เห็นเลยว่าข้างในนั้นมีอะไรบรรจุอยู่ แต่เราทราบข้อมูลที่แปะไว้บนหน้ากล่องพัสดุว่ามันคืออะไร ผู้ส่ง-ผู้รับเป็นใคร ซึ่ง Block ใน Blockchain ก็เช่นกัน เราไม่ทราบว่าภายในกล่องหรือ Block แต่ละ Block มีอะไรอยู่ภายในบ้าง รู้แต่ว่าข้อมูลภายในนั้นมีความถูกต้องแน่นอน และในหลักการทำงานของ Blockchain นั้นคือการนำเอา Block มาต่อเรียงกันไปเรื่อยๆให้เป็น Database ชนิดหนึ่งขึ้นมาโดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากทุกคนในระบบหรือ Proof of work มาเรียบร้อยแล้วด้วยกระบวนการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์แบบเดาคำตอบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์(ไม่ใช่แก้สมการให้ได้คำตอบตรงๆ) และในการต่อเรียง Block ไปเรื่อยๆนั้นหมายเลข Block ยิ่งน้อยลงไปยิ่งปลอดภัยเนื่องจากผ่านการตรวจสอบมาหลายครั้งก่อนหน้านี้แล้วดังภาพประกอบด้านล่างนี้ (ลูกศรชี้ย้อนไปทางซ้ายแสดงถึง more secure)

ภาพอธิบาย Block ในระบบ Blockchain ที่มีส่วนประกอบของส่วนแปะหัวที่ไว้พิสูจน์ว่า Block นั้นๆถูกต้องจากการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ในภาพตัวอย่างนี้คือ Previous block และ Proof of work สำหรับให้ Block ถัดไปที่จะมาต่อต้องไปแก้โจทย์ให้ถูกถึงจะเอามาต่อเป็น Block ถัดไปได้ (คล้ายกับการเล่นไพ่ Poker หรือ Slave) ส่วนบริเวณสีส้มในภาพด้านบนนี้เป็นส่วนของข้อมูลการทำธุรกรรมใน Blockchain ที่เกิดขึ้นโดย Block หมายเลขนั้นได้บันทึกเก็บเอาไว้โดยเรียกว่าบัญชีธุรกรรม Ledger

คำศัพท์ Block = ชุดบรรจุข้อมูลซึ่งมี 2 ส่วนคือส่วนของสิ่งของต่างๆที่ใส่เข้าไปเรียกว่า Item และส่วนแปะหัวกล่องหรือ headerเพื่อใช้บอกให้คนอื่นทราบว่าบรรจุอะไรมา(แต่เปิดดู item ภายในนั้นไม่ได้) 

ทำความเข้าใจทำไมเรียกว่า Chain

ต่อมาคือว่า “Chain” ซึ่งขออธิบายหลักการทำงานในการรับ-ส่งในระบบทั่วไปก่อน ตัวอย่างเช่นการส่งพัสดุของธุรกิจ Logistic ว่าจะมีการจดจำข้อมูลของผู้รับของ ข้อมูลของผู้ส่ง ที่ระบุเอาไว้บนหน้ากล่องพัสดุ และผู้นำส่ง(บุรุษไปรษณีย์) ซึ่งจะเป็นมีเพียง 3 บุคคลเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกันในรับรู้ข้อมูลของการส่งในแต่ละครั้ง แต่ใน Blockchain นั้นผู้ส่ง(ข้อมูล)นั้นไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์แต่เป็นคนใดคนหนึ่งในระบบที่สามารถแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์แบบเดาคำตอบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ก่อน ซึ่งคนๆนั้นก็จะเป็นผู้ได้สร้าง Block ลำดับต่อไป ขอย้อนกลับไปเทียบกับการเล่นไพ่ในตัวอย่างก่อนหน้านี้อีกครั้งว่าการจะส่งไพ่(ไพ่ = ข้อมูล)ต่อไปหาใครหรือผู้เล่นคนต่อไปที่จะได้ทิ้งไพ้ลงมาได้ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขของการเล่นไพ่อย่าง Poker หรือ Slave คือคนที่สามารถวางไพ่ลำดับถัดไปได้นั่นเอง และในการเล่นไพ่นั้นทุกคนในวงไพ่จะต้องจดจำการรับส่งของข้อมูลในที่นี้คือทุกคนต้องจำให้ได้ว่าใครส่งไพ่หาใครหรือใครทิ้งไพ่ใบไหนไปให้ใครเปรียบเหมือนการจดจำทุกๆรายการ(transactions) เอาไว้ตลอดการเล่น เหมือนกับว่าทุกๆคนในระบบจะมีบัญชีประจำตัว(สมองจดจำ)ที่ไม่ได้เอาไว้จดบันทึกรายการของตัวเอง(ไพ่ในมือของเรา)เพียงอย่างเดียว แต่การเล่นไพ่จะเหมือนกับว่าทุกคนมีบัญชีที่เก็บข้อมูลการทำรายการของทุกๆคนในระบบเอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้น การเล่นเลย และการจดจำข้อมูลในลักษณะแบบนี้ก็เปรียบได้กับเป็นห่วงโซ่ของทุกๆธุรกรรมต่อกันไปเรื่อยๆ นั่นจึงเป็นความหมายและที่มาของคำว่า Chain ในระบบ Blockchain นั่นเอง

คำศัพท์ Chain = การจดจำทุกๆธุรกรรมของทุกๆคนในระบบและบันทึกไว้กับบัญชีของทุกคน เรียกว่า Chain 

บัญชีธุรกรรม Ledger

ก่อนหน้านี้เรายกตัวอย่างเพื่ออธิบาย Chain กันไปแล้วคราวนี้มาดูกันต่อว่าแล้วแต่ละคนจะมีบัญชีประเภทไหนกันต่อเลย ในระบบของ Blockchain นั้นทุกคนจะมีบัญชีประจำตัวที่เก็บทุกๆรายการในระบบเอาไว้เรียกว่า Ledger โดยแต่ละ Ledger จะมีที่จัดเก็บให้เรียกว่า Node และในแต่ละ Node ก็มีการทำสำเนา Ledger เอาไว้ด้วยเพื่อไม่ให้ข้อมูลหายไปจากระบบและกู้คืนหรือเอามาเทียบได้กรณีที่มี Node ใดเสียหายไประบบก็ยังคงทำงานต่อไปได้เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า บัญชีธุรกรรม Ledger ทุกอันจะบันทึกทุกๆรายการในระบบเอาไว้ เหมือนคุณเล่นไพ่แล้วมีเพื่อนคนใดคนหนึ่งในวงไม่พร้อมจะเล่นในตานั้นๆ ก็สามารถข้ามไปให้เพื่อนคนอื่นเล่นต่อได้โดยที่ทุกคนในวงก็ยังจำได้ว่าเล่นกันไปถึงไหนกันแล้ว (การข้ามตาไพ่ Slave ไม่มีผลต่อเกมส์) ซึ่งหลักการของ Ledger ก็เช่นกันมีการทำสำเนา Ledger ไว้ในทุกๆ Node ก็เหมือนกับทุกคนในวงไพ่รับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าใครถือไพ่ไว้กี่ใบแล้วใครกำลังเล่นถึงตาไหนกันอยู่ หลักการทำสำเนาบัญชี Ledger และกระจายข้อมูลไปให้ทุกๆ Node รับทราบก็จะทำให้ระบบ Blockchain ยังคงอยู่ต่อไปได้และมีการตรวจสอบจากทุกคนและทุกๆ Node ในระบบ

*หมายเหตุ: หลักการกระจายสำเนา Ledger ไปยังทุกๆ Node เรียกว่า “กระจายศูนย์” (distributed ledger)

มีอะไรอยู่ใน Ledger

เมื่อพอเข้าใจในหลักการเครือข่าย Blockchain กันพอสังเขปแล้ว คราวนี้มาเจาะลึกเข้าไปดูในส่วนของบัญชี Ledger กันบ้างว่าในนั้นจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ซึ่งอย่างที่อธิบายไปแล้วว่าหลักการทำงานของ Blockchain คือให้ทุกคนในระบบรับทราบไปพร้อมๆกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เหมือนการเล่นไพ่ที่ทุกคนในวงไพ่จะรับรู้การเล่นไปพร้อมๆกันทุกคน ดังนั้นภายใน Ledger นั้นก็จะเก็บข้อมูลทุกๆธุรกรรม(transactions) ตั้งแต่เริ่มต้นระบบเอาไว้ตลอดและทุกคนจะมี Ledger เหมือนกันเสมอ และเมื่อเกิด Block ใหม่ขึ้นมาในระบบมันก็จะเกิดการกระจาย Ledger หรือเรียกว่า distributed ledger ไปยังทุกๆ Node ที่เก็บ Block เอาไว้

ภาพอธิบายการทำงานของ Ledger เปรียบเทียบกับการเก็บข้อมูลทุกๆธุรกรรมไว้ที่ศูนย์กลางของธนาคาร(ภาพซ้าย) ต่างกับ Blockchain ที่จะกระจายบัญชี Ledger ไปให้ทุกๆคน (ภาพขวา) และถ้ากลับมาเทียบการเล่นไพ่ของเรา Ledger ก็คือการจำว่าใครเล่นอยู่ถึงตาไหน ใครทิ้งไพ่ใบไหนออกไปแล้วบ้างเป็นต้น แต่เราไม่สามารถดูไพ่ของคนอื่นได้เหมือนกับที่ เราไม่อาจดู item ที่อยู่ใน Block ของระบบ Blockchain ได้นั่นเอง

การทำงานของ Blockchain

จากที่เราอธิบายและยกตัวอย่างให้เห็นภาพไปบ้างแล้วคราวนี้เราลองมาดูการทำงานของ Blockchain กันดูบ้าง ในตัวอย่างนี้จะเป็นเรื่องของการโอนเงินหากัน (ต้วอย่างเช่น Bitcoin) โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการทำรายกัน

จากภาพด้านบนอธิบายได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : A สร้างคำสั่งในระบบขึ้นมาว่า A ต้องการโอนเงินให้ B

ขั้นตอนที่ 2 : สร้าง Block ที่บรรจุคำสั่งขอทำรายการ

ขั้นตอนที่ 3 : ทำการกระจาย Block ใหม่นี้ให้กับทุก Node ในระบบและบันทึกรายการลง Ledger ให้กับทุก Node เพื่ออัพเดทเหมือนกันว่ามี Block ใหม่เกิดขึ้นมา

ขั้นตอนที่ 4 : ทุก Node ในระบบทำการยืนยันและตรวจสอบข้อมูลของ Block นั้นว่าถูกต้อง (ตามเงื่อนไข Validation)

ขั้นตอนที่ 5 : ทำการนำ Block มาเรียงต่อจาก Block ก่อนหน้านี้

ขั้นตอนที่ ุ6 : โอนเงินในคำสั่ง Block นั้น (นำเงินจาก A โอนให้ B)

จากตัวอย่าง 6 ขั้นตอนด้านบนก็สามารถนำหลักการทำงานของ Blockchain นี้ไปใช้ได้กับธุรกรรมประเภทอื่นที่ไม่จำกัดเฉพาะแค่การโอนเงินแบบ Bitcoin ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น การทำ Smart Contract หรือเอกสารสัญญา การทำพิสูจน์ตัวตัวหรือ KYC เพื่อใช้ในการเปิดบัญชีต่างๆ ซึ่งบางคนอาจเรียกหลักการทำงานของ Blockchain นี้ว่า “ระบบประมวลผลแบบไร้ศูนย์กลาง

องค์ประกอบของ Blockchain

จากที่ยกตัวอย่างและอธิบายเชิงเปรียบเทียบให้เห็นภาพใหญ่ของระบบ Blockchain กันไปแล้ว ต่อไปนี้เราจะเข้าสู่เนื้อหาหลักของ Blockchain กันโดยจะเจาะลงไปถึงองค์ประกอบที่ Blockchain จะต้องมีดังต่อไปนี้

  1. Block
  2. Chain
  3. Consensus
  4. Validation

Block อย่างที่เคยอธิบายไปก่อนหน้าแล้วว่าเป็นชุดบรรจุข้อมูลซึ่งมี 2 ส่วนคือส่วนของสิ่งของต่างๆที่ใส่เข้าไปเรียกว่า Item ซึ่งจะเก็บอะไรก็ได้เท่าไหร่ก็ได้ยกตัวอย่างสกุลเงิน Bitcoin ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในที่นี้ตัว Item ที่เก็บข้อมูลก็จะเป็นจำนวนเงินและข้อมูลการโอนเงินนั่นเอง และส่วนแปะหัวกล่องหรือ header เพื่อใช้บอกให้คนอื่นทราบว่าบรรจุอะไรมาซึ่งให้เรานึกถึงว่า Block นั้นเปรียบเหมือนกล่องพัสดุของเราที่มีใบแปะหน้าระบุเอาไว้ว่าของด้านในนั้นบรรจุอะไรบ้าง ดังภาพประกอบด้านล่างนี้ที่อธิบายเชิงเปรียบเทียบลักษณะของ Block กับกล่องพัสดุที่มีการแปะบอกข้อมูลไว้ด้านบน หรือตู้ใส่เอกสารที่มีป้ายติดหน้าตู้เอาไว้บอกว่าภายในเก็บเอกสารอะไรไว้ และภาพทางขวามือก็คือหน้าตาของ Block ที่มีส่วน Header (ป้าย)แสดงการพิสูจน์ว่าข้อมูลภายในนั้นถูกต้องและเชื่อถือได้หรือเรียกว่า Proof of work ในด้านบนของ Block และส่วนของข้อมูลที่เก็บไว้ภายใน Block

 

ภาพเปรียบเทียบระหว่าง กล่องพัสดุ ตู้ใส่เอกสาร และ Block แสดงถึงลักษณะเพื่อใช้การเก็บข้อมูล

ซึ่งกล่องที่ว่านี้จะเป็นกล่องที่มีความน่าเชื่อถือต่างจากกล่องพัสดุหรือตู้เก็บเอกสารในโลกจริง ที่อาจถูกปลอมใบแปะหน้าหรือให้ข้อมูลผิดเอาไว้ก็ได้ แต่ Block ของ Blockchain ไม่ใช่แบบนั้นมันน่าเชื่อถือตามหลัก Proof of work มาแล้วและทุกคนในระบบก็รับทราบและยีนยันร่วมกัน และการเรียงตัวของ Block ต่างๆที่เกิดขึ้นก็จะเรียงตัวกันแบบตามลำดับต่อกันไปเรื่อยๆหรือเรียกว่าแบบ Chronological order

ภาพอธิบายการเรียงแบบ Chronological order คล้ายกับการเรียงแต้มของลูกเต๋า

ภาพอธิบายการต่อ Block ลำดับถัดไปโดยเรียงแบบ Chronological order

Chain คือหลักการจดจำทุกๆธุรกรรมของทุกๆคนในระบบและบันทึกข้อมพร้อมจัดทำเป็นสำเนาบัญชี Ledger แจกจ่ายให้กับทุกคนในระบบ สำเนาบัญชี Ledger ที่ว่านั้นจะถูกกระจายส่งต่อไปให้ทุกๆ Node ในระบบเพื่อให้ทุกคนรับทราบว่ามีธุรกรรมอะไรเกิดขึ้นมาบ้างตั้งแต่เปิดระบบ Blockchain นั้นขึ้นมา แม้ Node ใดเสียหายไปก็สามารถยืนยันหรือกู้ข้อมูล Ledger จาก Node อื่นๆกลับมาอัพเดทให้ทั้งระบบได้เหมือนเดิม

 

ภาพอธิบายการยืนยันบัญชีธุรกรรม Ledger ก่อนหน้าและที่จะเกิดขึ้นต่อไปในลักษณะนี้จึงเรียกว่า Chain 

Consensus คือข้อตกลงร่วมกันหรือ General Agreement ที่ผู้ที่อยู่ในเครือข่าย Blockchain นั้นทำข้อตกลงในการใช้งานร่วมกัน ข้อตกลงที่ว่านี้จะเป็นข้อตกลงในการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูล Proof of work ว่าไม่ได้ถูกแฮกข้อมูลมา ข้อตกลงเมื่อเกิดกรณีถูกทั้งคู่แบบชั่วคราวหรือเรียกว่า Chain Forking (คือตอนคำนวนเพิ่มทำการต่อ Block ถัดไปแล้วเกิดมีคนคำนวนเดาคำตอบของโจทย์คณิตศาสตร์ถูกพร้อมกันขึ้นมา จะมีข้อตกลงอย่างไรว่าจะให้ใช้ Block ถัดไปของใคร) ข้อตกลงในการเกิดข้อโต้แย้งหรือ Practical Byzantine Fault Tolerance (PBFT) รวมไปถึงการตรวจสอบความเป็นเจ้าของหรือ Proof of stake ด้วย ซึ่งพวกข้อตกลงเหล่านี้เองถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการกำหนดเครือข่าย Blockchain ใดๆขึ้นมาใช้เพื่อยืนยันความถูกต้องและน่าเชื่อถือให้กับระบบ Blockchain นั้นๆ

นิยาม:

  • Proof of work : หมายถึงการพิสูจน์ว่าทำงานได้ถูกต้องและสิ่งที่ได้มาได้เชื่อถือได้ เช่นคุณสามารถมีทองได้เพราะคุณเป็นนักขุดทอง (Miner) ดังนั้นทองที่ได้จากคุณก็ถือว่าเป็นทองจริง
  • Proof of stake: หมายถึงการพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของ เช่นทองในตู้เซฟเป็นของคุณเพราะคุณมรกุญแจสามารถเปิดตู้เซฟได้

Validation คือการตรวจสอบความถูกต้องแบบทบทวนทั้งระบบและทุก Node ในระบบ Blockchain เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากส่วนใดก็ตาม ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของ Consensus ที่เรียกว่า Proof of work* ตามภาพประกอบด้านล่างนี้ที่เป็นการ Validate* ข้อมูลก่อนเกิด Block ใหม่และได้ Ledger ใหม่ขึ้นมา ซึ่งในหลักการแล้วการทำ Validation นั้นมีจุดประสงค์อยู่ 2 ประการคือ

  1. วิธีการในการยอมรับ/ปฏิเสธ รายการใน Block นั้นๆ
  2. วิธีการตรวจสอบที่ทุกคนในระบบยอมรับร่วมกัน

มีการเปรียบเทียบการทำงานการในขั้นตอนนี้อย่างเช่นการโอนเงินผ่าน Bitcoin พบว่าขั้นตอนการยืนยันการโอนเงินหรือการ Validation ข้อมูลนั้นใช้เวลาสูงสุดอยู่ที่ 7 tps หรือได้เพียง 7 รายการในหนึ่งวินาที (transaction per second) ซึ่งก็ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับการทำรายการบนเครือข่าย Visa Network ที่สามารถทำได้สูงสุดอยู่ที่ 47,000 tps หรืออย่างของทางตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ที่ทำได้สูงสุดถึง 1,000,000 tps เลยทีเดียว

*Proof of work : ขออนุญาตข้ามการอธิบายการทำงานในส่วนของ Validate นี้ไปเนื่องจากค่อนข้างจะเป็นเรื่องของคำนวนทางคณิตศาสตร์แบบเดาคำตอบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ และในบาง Blockchain Network ก็ไม่ได้ใช้ Proof of work ในการ Validation แต่ไปใช้วิธีการอย่างอื่นอย่างกระบวนการที่ตรวจจับว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่หรือ  Practical Byzantine Fault Tolerance (PBFT) แทน เนื่องจาก Blockchain ในบางอุตสาหกรรมก็ไม่ได้เป็นเป็นแบบ Public Ledger ที่ใช้วิธี Proof or work เสมอไป

ภาพประกอบตัวอย่างของการส่งเงินในระบบ Bitcoin ด้วยเทคโนโลยี Blockchain

Wallet สำหรับ Blockchain

สำหรับการใช้งาน Blockchain ใดๆก็ตามผู้ใช้หรือ Consumer จำเป็นจะต้องมีแอพหรือโปรแกรมเพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมใน Blockchain ดังนั้นจึงจะต้องมีกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์หรือ Wallet ให้บริการด้วยเพื่อสร้างบัญชี Ledger ขึ้นมาผูกไว้รอสำหรับการทำธุรกรรมใดๆต่อไป และตัว Wallet ที่ว่านี้จึงเป็นเหมือนประตูด่านแรกของผู้ใช้ที่จะเข้าถึงเทคโนโลยี Blockchain นั่นเอง

ประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain

เมื่อผู้อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็น่าจะพอเข้าใจในการทำงานของ Blockchain มากขึ้นแล้วว่าทำไมหลายอุตสาหกรรมได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยี Blockchain นี้ไปใช้กันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของธนาคารหรือกลุ่ม FinTech ที่เลือก Blockchain มาเป็น Core Technology ที่จะใช้ในอนาคต หรือย่างกลุ่มอุตสาหกรรมประเภท Supply Chain เองก็มีการนำเอาเทคโลโนยี Blockchain มาใช้มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนในการจัดหาสินค้าและกระบวนการจัดส่ง/กระจายสินค้าต่างๆ  หรืออีกหนึ่งตัวอย่างก็คือกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ที่มีการพิจารณานำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการซื้อขายหุ้นแทนระบบ Trade หุ้นเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่ายและความแม่นยำของการซื้อขายหุ้น หรือแม้แต่อุตสาหกรรมกลุ่มธุรกิจประกันเองก็มีการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการทำ P2P Insurance ช่วยให้วงการธุรกิจประกันภัยนั้นโปร่งใส ป้องกันปัญหาการทุจริต และตรวจสอบได้มากขึ้น เป็นต้น

ภาพด้านบนนี้สื่อให้เห็นถึงอนาคตของอุปกรณ์ Internet of Things ต่างๆจะถูกเชื่อมต่อกันด้วยเทโนโลยีของ Blockchain ภายในปี 2025 เป็นต้นไป (ข้อมูลจาก IBM) ซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจุบันแล้วนั้นตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคของ Cloud หรือมีศูนย์กลางของข้อมูลแบบ Centralized Database ซึ่งจะต่างกันกับ Blockchain ที่เป็นแบบ Distributed Database(Ledger)

 

บทความโดย: ชาติชาย วิเรขรัตน์
7 มีนาคม 2560

Author

Doing my best to bring you the latest in technology, business, banking, insights and much more. I will always make sure our content is unbiased and on point.

Leave a Reply