ย้อนเวลากลับไปช่วงยุคทองของภาพยนตร์ ถ้าให้พูดชื่อของมือเขียนบทฝีมืออันดับต้นๆ ของวงการ ก็คงหนีไม่พ้น Orson Welles, Stanley Kubrick และ Quentin Tarantino ที่พวกเขา ทั้งเขียนบท และกำกับผลงานภาพยนตร์พลิกวงการด้วยตัวเอง จนเป็นที่จดจำของคอหนังมากมายมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน ถ้าให้พูดถึงชื่อผู้กำกับที่เขียนบทเอง หลายๆ คนอาจจะนึกถึง James Cameron หรือ Christopher Nolan ที่จินตนาการเห็นภาพชนเผ่านาวี และอัศวินรัตติกาล ไว้ตั้งแต่อยู่บนหน้ากระดาษ

แต่วันนี้ จดอ. JUSTดูIT. จะขอพาทุกคนต้อนรับผู้กำกับคนใหม่ ที่เคยทำให้ผู้ชมต้องชาบู ไม่ก็มึนตึ๊บกันมาแล้วจากการเขียนบทภาพยนตร์ที่ตัวละครสาดคำพูดใส่กันรัวเป็นปืนกล และเล่าเรื่องไม่เคยเป็นเส้นตรง 1 2 3 4 เขาคนนี้จะมาประเดิมผลงานการกำกับภาพยนตร์ชีวประวัติสุดเดือดของอดีตนักสกีสาว ที่ผันตัวมาเป็นเจ้าของบ่อนโป๊กเกอร์ใต้ดินอันดับต้นๆ ของอเมริกา พวกเราขอแนะนำ Aaron Sorkin!

A Few Good Men สุภาพบุรุษเกียรติยศ

เส้นทางสู่การเป็นผู้กำกับหนัง Hollywood ของ Aaron Sorkin ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหลงใหลในภาพยนตร์นะครับ แต่กลับเป็นละครเวที เมื่อเขาค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบการแสดงละครเวทีมาตั้งแต่ยังเด็ก และค่อยๆ ไต่ระดับความคลั่งไคล้ขึ้นมาเรื่อยๆ จากนักแสดง รองประธานชมรม จนกลายมาเป็นมือเขียนบทซะเอง

หลังจากสร้างสรรค์บทละครเวทีมามากมายในช่วงยุค 80 ชีวิตอาชีพมือเขียนบทของเขาก็พุ่งแรงเป็นพลุแตกในปี 1988 เมื่อเขาได้คุยโทรศัพท์กับพี่สาว และจดไอเดียบทละครเวทีเรื่องใหม่ลงบนกระดาษเช็ดปาก แล้วตัดสินใจทุ่มสุดตัว ทิ้งงานประจำ ซื้อเครื่องแม็กอินทอช 512K มาเพื่อเขียนบทละครเวทีที่จะพลิกชีวิตเขาไปตลอดกาลอย่าง A Few Good Men เรื่องราวของอัยการทหารผู้หมวดแดเนียล แคฟฟี่ ผู้ต้องว่าความให้กับนาวิกโยธิน 2 นาย ที่โดนข้อหาฆาตกรรมเพื่อนทหารด้วยกัน โดยระหว่างทางเขาก็ได้พบกับความลับอันดำมืดที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้

A Few Good Men เปิดตัวอย่างแรงที่บรอดเวย์ในปี 1989 ซึ่งทำให้ละครเวทีเรื่องนี้จัดการแสดงต่อไปเรื่อยๆ จนปาเข้าไปเป็นจำนวน 479 รอบ ก็คงไม่แปลกครับที่บทละครเวทีที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะถูกค่ายหนังซื้อไปดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ในเวลาต่อมา แล้วไฟเขียวให้ออกฉายในปี 1992 โดยได้ดารานักแสดงเกรด A ของ Hollywood มาขึ้นจอกันแน่นขนัด ตั้งแต่ Tom Cruise, Jack Nicholson, Demi Moore, Kevin Bacon และ Kiefer Sutherland แถมยังได้เข้าชิงทั้งรางวัลลูกโลกทองคำ และออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปูพรมแดงให้กับอาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์ของ Aaron Sorkin ให้เสร็จสรรพ

ขึ้นสุด ลงสุด

หลังจากค้นพบวิถีแห่งนักเขียนบทภาพยนตร์ Aaron Sorkin ก็ไม่รอช้า เข็นบทภาพยนตร์เรื่องต่อไปออกมาทันทีกับเรื่อง Malice ภาพยนตร์ดรามาระทึกขวัญ ที่ขนนักแสดงชั้นนำของ Hollywood มาแสดงเช่นเคย แต่หนังกลับได้รับคำวิจารณ์ไม่เป็นที่น่าพอใจเสียเท่าไหร่ แม้แต่ราศีของ Nicole Kidman และ Alec Baldwin ก็ช่วยเขาไว้ไม่ได้

แต่เขาก็กู้หน้ากลับมาได้อีกครั้ง หลังจากใช้เวลานับปีในการนั่งปลุกปั้นบทเรื่องใหม่ จนออกมาทั้งหมด 385 หน้า กับผลงานโรแมนติก การเมืองในรั้วทำเนียบขาวอย่าง The American President เรื่องราวความรักที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของประธานาธิบดีพ่อหม้าย ที่ดันไปตกหลุมรักกับล็อบบี้ยิสต์สาวขั้วตรงข้าม ซึ่ง The American President เป็นเรื่องที่ Aaron Sorkin ได้โชว์สกิลเขียนบทพูดอันฉลาดเฉลียวอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมความลึกซึ้งทั้งแน่แง่ของการเมือง และความรักเป็นครั้งแรก

เวลาผ่านไปอีก 3 ปี ทักษะการเขียนบทสนทนาคมๆ ของเขาก็ขยายสาขาไปที่ซีรีส์ทีวีเป็นครั้งแรก กับ Sports Night ซีรีส์สุดฮาเกี่ยวกับเบื้องหลังของรายการกีฬารายการหนึ่ง ที่ส่งให้ Aaron Sorkin เข้าชิงรางวัล Emmy สาขาบทซีรีส์ทีวีตลกยอดเยี่ยม เอาฤกษ์เอาชัยตั้งแต่เรื่องแรกกันเลยทีเดียว

ด้วยความสำเร็จจาก Sport Night ทำให้เขาติดลมเขียนบทซีรีส์เรื่องต่อไปในทันที กับ The West Wing ซีรีส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาอย่าง The American President ที่ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันมากในด้านตัวละคร ความคิด และทัศนคติ หรือแม้แต่ฉากห้องทำงานรูปไข่ก็ยังใช้ฉากเดียวกัน ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมาบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้เขาได้ถือโอกาสเอาส่วนที่ตัดทิ้งจากบทเล่มหนาของ The American President มาใช้อีกด้วย…. และก็อีกเช่นเคย The West wing ก็ได้เข้าชิง และกวาดรางวัลกลับบ้านไปนับไม่ถ้วน

ท่ามกลางเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามมานานนับหลายปี ก็ไม่มีทีท่าว่า Aaron Sorkin จะล้มได้ง่ายๆ จนกระทั่งวันที่เขาลุกออกจากเก้าอี้โปรดิวเซอร์ The West Wing แล้วมาเริ่มต้นใหม่กับซีรีส์ Studio 60 on the Sunset Strip ที่แม้ว่าจะยังคงโชว์ความฉลาดเฉลียวของบท แต่ด้วยเรตติ้งที่ดิ่งลงเหว ผู้ใหญ่จึงต้องสั่งหยุดไว้ที่ 1 ซีซัน และการกลับไปเขียนบทละครเวทีในรอบหลายปีอย่างเรื่อง The Farnsworth Invention ก็ไม่ได้ตราตรึงจนเป็นที่พูดถึงเหมือนแต่ก่อน

จนปี 2007 เขาได้กลับมาสู่โลกภาพยนตร์อีกครั้ง คราวนี้ เขาได้ควักไม้ตายทุกอย่างออกมา ทั้งอารมณ์ขัน การเมือง และไดอาล็อกอันเฉียบคม ผนวกรวมกันกลายเป็น Charlie Wilson’s War เรื่องราวของสมาชิกรัฐสภาตามชื่อเรื่อง ที่ไปทำข้อตกลงสนับสนุนฝ่ายกบฏอัฟกันต่อต้านโซเวียต อันส่งผลให้เกิดปัญหาระยะยาวที่ตามมาเป็นพรวน Charlie Wilson’s War มีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจทั้งฝ่ายนักวิจารณ์ และคนดู ทำให้อาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์ของ Aaron Sorkin เข้าใกล้ออสการ์เข้าไปอีกหนึ่งก้าว

การมาถึงของเดอะ โซเชียล เน็ตเวิร์ก

ปี 2008 โอกาสทองก็หล่นมาแบบไม่รู้ตัว เมื่อ Aaron Sorkin ได้รับ proposal จำนวน 14 หน้าของหนังสือเล่มใหม่ที่ Ben Mezrich วางแผนจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กที่กำลังมาแรงในช่วงนั้นอย่าง Facebook…. Sorkin ตัดสินใจรับงานในทันที ทั้งๆ ที่ตัวเขายังไม่ค่อยรู้จัก Facebook ก็ตาม และเริ่มเขียนบทไปพร้อมๆ กับที่ Ben กำลังเริ่มเขียนหนังสือตัวต้นฉบับอยู่ด้วย

1 ปีต่อมา ต้นฉบับหนังสือ The Accidental Billionaires ก็เสร็จสมบูรณ์ เป็นสัญญาณไฟเขียวให้ Sony Pictures เริ่มทำการตามล่าค้นหาทีมงานและนักแสดงสำหรับตัวหนัง ซึ่งก็ได้ผู้กำกับสายเพอร์เฟ็กชันนิสต์ตัวพ่ออย่าง David Fincher มาคุมบังเหียน ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ Aaron Sorkin เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด….

David Fincher

เรื่องราวของนักเรียนฮาร์วาร์ดนามว่า Mark Zuckerberg ผู้ที่สร้างเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กที่โด่งดังที่สุดในโลก แต่กลับโดนฟ้องโดยสองพี่น้องฝาแฝดที่อ้างว่าเขาขโมยความคิดพวกไป และผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร อย่างเพื่อนสนิทของเขา ได้รับการชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกถึงการกำกับอันเฉียบคม การตัดต่อที่ยอดเยี่ยม การแสดงที่เหนือชั้นของ Jesse Eisenberg รวมถึงความฉลาด และกราดรัวของบทพูดที่ไม่เคยมีเรื่องไหนเคยทำได้มาก่อน ฮีโร่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์อัตชีวประวัติสุดเดือดที่กลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากผู้กำกับ David Fincher ที่คุมทั้งเรื่องได้อยู่หมัดแล้ว ต้องยกให้กับ Aaron Sorkin ที่ได้ประกาศกร้าวให้โลกรู้ถึงความสามารถการเขียนบทที่ไม่มีใครเหมือน จนถูกเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรก และก็คว้าตุ๊กตาทองกลับบ้านในท้ายที่สุดครับ….

Jesse Eisenberg

และต่อมา เขาก็สานต่อความเชี่ยวชาญด้านการเขียนบทภาพยนตร์อัตชีวประวัติด้วย Moneyball กับเรื่องราวของ Billy Beane ผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland A ที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนักหน่วง ด้วยความที่อยากให้ทีมคว้าถ้วยชิงแชมป์ระดับโลก เขาจึงลองพลิกวิธีใหม่ โดยการนำสถิติต่างๆ ที่คำนวณโดยคอมพิวเตอร์ มาวิเคราะห์ เพื่อคัดเลือกผู้เล่นใหม่ที่ดีที่สุดเข้าทีม

แม้ว่าครั้งนี้ Sorkin จะไม่ได้ลุยเดี่ยวเหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้มาตรฐานตกเลยแม้แต่น้อย Moneyball ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 6 รางวัลหนึ่งในนั้นก็คือสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

หลังจากเอาตัวเองเข้าวงโคจรจรของออสการ์มาได้ 2 เรื่อง Aaron Sorkin ก็ขอกลับไปเขียนบทซีรีส์อีกครั้งกับ The Newsroom ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เขาได้รวมเอาเอกลักษณ์จากผลงานต่างๆ ที่เคยทำ มาปรุงใหม่ให้อร่อยขึ้น เพราะ The Newsroom คือเรื่องราวเบื้องหลังห้องส่งของรายการข่าวช่องเคเบิล ที่เต็มไปด้วยตัวละครพูดจาคารมคมคาย….

พอซีรีส์ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ในปี 2014 บทภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Sorkin ก็เสร็จสมบูรณ์ พร้อมที่จะมาทำให้โลกอึ้งอีกครั้ง กับ Steve Jobs ภาพยนตร์ที่เล่าเหตุการณ์ช่วงก่อนเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Apple 3 ชิ้น 3 ช่วงเวลา ครอบคลุมชีวิตการทำงาน 14 ปีของนักประดิษฐ์ และซีอีโอบริษัทที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนศตวรรษที่ 21 ไปตลอดกาล

Steve Jobs ได้ Danny Boyle มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับ สร้างสรรค์การเล่าเรื่องแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมผลักดันฝีมือการแสดงของ Michael Fassbender และ Kate Winslet จนเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงยอดเยี่ยม ส่วน Sorkin ก็คว้า ลูกโลกทองคำสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง เป็นอีกครั้งที่เขาเขียนบทที่ดัดแปลงมาจากหนังสืออัตชีวประวัติบุุคคลสำคัญโลก และสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการภาพยนตร์

และในตอนนี้ เรา จดอ. JUSTดูIT. ขอเชิญมาร่วมเป็นพยาน และ พิสูจน์ผลงานการกำกับเรื่องแรกของมือเขียนบทภาพยนตร์แห่งยุค กับเรื่องราวของการทุ่มสุดตัว และความสำเร็จในโลกที่มีชายเป็นใหญ่ Molly’s Game เกม โกง รวย วันนี้ ในโรงภาพยนตร์ ตอกย้ำความเดือดด้วยการเช้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 2 สาขา ทั้งสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมถึงยังรอลุ้นรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงอีกด้วย

Author

Write A Comment